



ช่วงประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมาถ้าใครจิ้มเข้ามาที่เว็บไซต์แห่งนี้ จะพบว่ามันเดี้ยง
สาเหตุเกิดจากผมพยายามอัพเกรดจาก Wordpress 2.8 เป็น Wordpress 2.8.1 ปรากฏว่าไฟล์บางบางมันพังระหว่างการอัพโหลด จะอัพโหลดซ้ำกี่ครั้งก็ยังพังอยู่เช่นนั้น ก็เลยปล่อยไว้อย่างนั้นชั่วคราว คาดว่าอินเตอร์เน็ตที่ใช้อยู่คงจะเพี้ยนๆ กระมัง
วันนี้มาพึ่งบารมี Wireless ที่คณะ จะเข้ามาแก้ปัญหานี้อีกครั้ง เข้าไปดาวน์โหลด Wordpress จากเว็บไซต์ ปรากฏว่ากลายเป็นรุ่น 2.8.3 เรียบร้อยซะแล้ว คราวนี้อัพโหลดไม่มีปัญหา กลับมาใช้งานได้เหมือนเดิมแล้ว
ไว้ว่างๆ จะว่าเขียนบล็อกเกี่ยวกับการทำงานอีกครั้งแล้วกัน ผ่านไป 4 เดือนแล้วสินะ




วันนี้เพียงวันเดียว มีเรื่องราวที่อาจจะเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ยังใหญ่กว่าวันอื่นๆ เกิดขึ้นกับผม วันนี้จึงอดที่จะมาบล็อกไว้ไม่ได้
เริ่มกันเลยดีกว่า
จบละครับ จบแบบอืดๆ




จากหัวบล็อก เจ้าของบล็อกไม่ได้ลาไปไหนหรอกนะครับ
วันนี้ตัวผมค่อนข้างจะ tweet ถี่สักหน่อย หลักๆ คือแสดงความรู้สึกเศร้าอะไรบางอย่างเล็กๆ น้อยๆ อันเนื่องมาจากเป็นวันที่เกิดการอำลาพร้อมกันของทั้งนิสิตนักศึกษาฝึกงาน และพี่ในทีมคนหนึ่งที่ลาออกไป
เริ่มจากพี่ในทีมผมก่อน พี่กุนมาทำงานวันนี้เป็นวันสุดท้าย ก่อนอำลาก็มีการเขียน Friendship ให้พี่เขา ถ่ายรูปกับทีม แล้วก็แลกอีเมล์ + MSN + Google Talk ผ่าน Outlook กัน
ต่อไปก็เป็นการอำลาของนักศึกษาฝึกงาน 2 คนที่มาประจำอยู่ทีม QA ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ทีม Dev ของผม ก่อนน้องๆ จะกลับบ้าน พี่ๆ ทีม QA ก็มีการกล่าวอำลาและถ่ายรูปเช่นกัน งานนี้แม้ผมจะไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย แต่การแอบดูอยู่ก็ทำให้เกิดความรู้สึกใจหายเล็กๆ ได้เหมือนกัน
เพิ่งทำงานมาได้เดือนครึ่ง ก็เริ่มคิดถึงเรื่องโบกมือลาอะไรอย่างนี้เสียแล้ว แต่ว่าผมยังอยากอยู่ที่นี่ยาวๆ นะ




ประชาสัมพันธ์งาน CUCA หรือสมาคมศิษย์เก่าคอมพิวเตอร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครับ เป็นเมล์ที่ผมได้รับจากอาจารย์ยรรยง เอามาแปะประกาศอีกทีหนึ่ง
Dear CUCA Members,
Just to remind you that today (Tuesday 26th March 2009) is the 92nd Anniversary of Chulalongkorn University. So drop what you are doing and join the all-day activities, especially the Homecoming Party in the evening. Details at www.chula.ac.th.
Next is the very near completion of the very long process of setting up the CUCA (Chulalongkorn University Alumni) Association. We should be able to pay the fee and thus formally corporate at last in a few days. In this we are building up to our CUCA Night 2009 Special Event in June. Should be Friday 12th of June 2009 at SalaPrakeaw. Will confirm with you all. Get in touch with your friends. Put this in your appointment book.
Also, we have a new, and modern, CUCA logo, as attached. We will be using them for all kinds of activities. Please feel free to comment. Due to technicality, we can’t put PraKeaw into the logo, yet.
See you all in June,
–Yunyongเรียนสมาชิกคูก้า
เตือนความจำว่าวันนี้ (พฤหัส 26 มีค. 2552) ครบ 92 ปีของจุฬาฯ นะครับ แวะมาได้ มีกิจกรรมทั้งวัน โดยเฉพาะเย็นมีงานที่สนามหน้าเสาธงครับ รายละเอียดดูที่ www.chula.ac.th
ถัดไปเป็นโค้งสุดท้ายของกระบวนการอันยืดยาวในการจัดตั้งสมาคมคูก้า (สมาคมศิษย์เก่าคอมพิวเตอร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) วันสองวันนี้เราน่าจะจ่ายค่าธรรมเนียมและเป็นสมาคมอย่างเป็นทางการเสียที ในการนี้เรากำลังเตรียมการคืนสูเหย้าคูก้า 2552 ปีนี้ให้ยิ่งใหญ่ โดยประมาณว่าจะจัดวันศุกร์ที่ 12 มิย. 2552 นี้ที่ศาลาพระเกี้ยว กำหนดการแน่นอนจะได้แจ้งให้ทราบต่อไป อย่าลืมตามเพื่อนฝูงและลงสมุดนัดไว้นะครับ
นอกจากนี้เรายังมีตรา (สมาคม) ที่ทันสมัยขึ้น (ตามแนบ) แต่มีปัญหาเล็กน้อย เราจึงยังไม่สามารถใส่พระเกี้ยวลงไปในตราได้ตอนนี้ โดยจะใช้ตรานี้ไปพลางก่อนในงานกิจกรรมของสมาคม ช่วยกันติชมครับ
แล้วพบกันเดือนมิย.นะครับ
–ยรรยง
ส่วนเมล์นี้ เป็นเมล์ที่ผมไม่ได้รับนะครับ ไปก๊อปมาจากอรุชอีกต่อหนึ่ง
CUCA is now an association
เรียนสมาชิกคูก้า
ชมรมของเราได้จัดตั้งเป็นสมาคมเรียบร้อยแล้วนับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2552 โดยมีชื่อทางการว่า สมาคมศิษย์เก่าคอมพิวเตอร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สคจฬ) แต่ก็ยังใช้ตัวย่อว่า CUCA อยู่เหมือนเดิมครับ ในการนี้เราได้จดทะเบียนชื่อโดเมนไว้แล้ว เป็น cuca.or.th และสมาชิกสามารถติดต่อเราได้ทางอีเมลสามตัวคือ president หรือ
pr (คือประชาสัมพันธ์) และ secretary เช่น secretary @ cuca.or.th (ไม่มีเว้นวรรค)ในการนี้เราจะได้จัดให้มีงานคืนสู่เหย้า CUCA Night #1 2009 ในวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2552 นี้ เวลา 18.00 น. ณ ศาลาพระเกี้ยว จะเป็นการคืนสู่เหย้าครั้ง ยิ่งใหญ่เพื่อเฉลิมฉลองความเป็นสมาคมฯ ของเรา บัตรยังคง 500 บาทเหมือนเดิม (300 สำหรับศิษย์ปัจจุบัน) และเราจะให้มีการสมัครสมาชิกสมาคมฯ ด้วย ค่าสมาชิกตลอดชีพ เพียง 150 บาทเท่านั้น ใบสมัครกำลังจัดเตรียมอยู่ ทั้งแบบกระดาษและแบบออนไลน์ครับ
ดังนั้นอย่าลืมตามข่าวจากเรา ติดต่อหัวหน้ารุ่นเพื่อเอาบัตร กวาดต้อนเพื่อนร่วมรุ่นและรุ่นใกล้เคียงให้มางานกันมากๆ ช่วยกันกระจายข่าวออกไป อ.วันชัยก็จะเกษียณปีนี้ด้วย จะมีกิจกรรมพิเศษในงานครับ
แล้วเจอกันวันคืนสู่เหย้า สคจฬ ครั้งที่ 1 – 2552
–ยรรยง
ดร.ยรรยง เต็งอำนวย
นายกสมาคมฯ
กล่าวโดยสรุปคือ ในวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2552 เวลา 18.00 น. จะมีงาน CUCA Night ที่ศาลาพระเกี้ยว ขอเชิญทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันของภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ไปร่วมงานกันได้ครับ ราคาบัตรเข้างานสำหรับศิษย์เก่าคือ 500 บาท ส่วนศิษย์ปัจจุบัน 300 บาท รายละเอียดอื่นๆ สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ http://www.cuca.or.th/
เจอกันในวันดังกล่าวครับ




พนักงานของ RSTL ทุกคนจะมี IP Phone เป็นของตัวเองทุกคนครับ ดังนั้นพนักงานของที่นี่ทุกคนจะมีเบอร์โทรศัพท์ประจำโต๊ะของตัวเอง เมื่อใครก็ตามหมุนเบอร์ดังกล่าว มันจะมาที่โต๊ะของพนักงานโดยตรง ไม่ต้องผ่านโอเปอเรเตอร์ใดๆ ทั้งสิ้น
อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับ IP Phone จะอยู่ภายใต้การดูแลของแผนกเดียวกับที่ดูแลเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ประจำตัวพนักงาน ดังนั้น IP Phone จะถูกติดตั้งมาในเวลาเดียวกันกับคอมพิวเตอร์ ในกรณีของผม ผมได้คอมพิวเตอร์เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ดังนั้นผมก็ได้ IP Phone ในวันเดียวกันนั้นเอง
ก่อนหน้านั้นที่ไม่มี IP Phone ประจำตัว ผมใช้ IP Phone อีกเครื่องหนึ่งซึ่งเป็นของใครไม่รู้มาวางทิ้งไว้ตั้งแต่ที่ผมจะมาเป็นเจ้าของโต๊ะๆ นี้ ก่อนใช้งานก็เพียงแค่เสียบสายแลนเข้ากับพอร์ตซึ่งแต่ละโต๊ะมีประจำไว้อยู่ ก็ใช้ได้แล้ว ตอนนั้นพี่อู๊ดซึ่งนั่งโต๊ะติดกันได้เตือนให้ผมหรี่เสียงเครื่องก่อนที่จะลองโทร (ถ้าจำไม่ผิด มันเป็นวันศุกร์ที่ 3 เม.ย.) ผมก็ตรวจสอบตามนั้นครบถ้วนไม่มีปัญหาใดๆ
6 วันต่อมา IP Phone เครื่องที่ผมได้เป็นเจ้าของจริงๆ มาถึง ด้วยความเห่อ ผมจึงลองใช้โทรศัพท์มือถือโทรเข้า IP Phone เครื่องใหม่ดู นั่นล่ะครับ ผมจึงได้รู้ว่าผมลืมอะไรบางอย่างไป
เสียงกริ๊งของเครื่องมันดังไปทั้งชั้น ชนิดที่คนทั้งชั้นหันมามองที่จุดที่ให้กำเนิดเสียง บ้างก็หัวเราะคิกๆ บ้างก็หันกลับไปทำงานต่อ
จะโทษตัวเองที่ลืมหรี่เสียงก่อนลองโทร จะโทษคนที่มาติดตั้งเครื่องให้ที่ไม่ยอมหรี่ให้ หรือจะโทษ Cisco ที่ไม่ยอมเซ็ตให้เสียงมันเบาตั้งแต่ออกจากโรงงาน ไม่ว่าจะโทษอะไร ตอนนั้นไม่รู้จะเอาหัวไปมุดไว้ที่ไหนแล้วล่ะครับ
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม จากการที่พี่อู๊ดเคยเตือนเอาไว้ เป็นไปได้สูงว่า ผมไม่ใช่คนแรกที่เจอเรื่องแบบนี้แน่นอน ฮ่ะๆๆ




สัปดาห์ที่สองของการทำงานผ่านไปแล้วครับ ประเด็นสำคัญของสัปดาห์นี้ คือ ในที่สุดคอมพิวเตอร์ประจำตำแหน่งก็มาเสียที หลังจากเริ่มทำงานไป 6 วัน (โทรไปเร่งเลยล่ะครับ)
เครื่องที่ผมได้ ยี่ห้อ Dell เป็นยี่ห้อที่ผมหมายตาไว้สำหรับแลปทอปเครื่องใหม่อยู่พอดีเลย แถมได้ IE7 ติดมาด้วย (เครื่องอื่นเป็น IE6 กัน ซึ่งผมทนใช้มันไม่ได้จริงๆ ถ้าเป็น IE7 กับ IE8 ก็ยอมรับได้) เยี่ยมไปเลย
จากนั้นก็นั่งเช็คเมล์ที่มีอยู่บานเบอะตั้งแต่วันแรกของการทำงาน อ่านกันจนตาลายไปข้าง ก่อนหน้าที่จะได้เครื่อง ก็อ่านพวกความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการเงินที่เราควรจะรู้เพราะเกี่ยวกับงานที่ทำ อ่านแล้วก็รู้สึกว่า พันธบัตรมันเป็นอะไรที่น่าเล่นเหมือนกันนะ
นอกจากนี้ ก็มี Bootcamp กล่าวถึงตลาดการเงินในมุมมองที่กว้างๆ ที่เราควรจะรู้ เพราะลูกค้าของบริษัทคือนักธุรกิจและสถาบันการเงิน รายได้หลักกว่า 90% ก็มาจากลูกค้ากลุ่มนี้ (ข่าวซึ่งทำให้บริษัทเป็นที่รู้จักสำหรับคนทั่วไป ทำรายได้ให้บริษัทไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำ) ดังนั้น เราควรจะรู้เรื่องพวกนี้คร่าวๆ
แล้วก็มีการทดลองใช้ Product ตัวเอกของบริษัท นั่นคือ Reuters 3000 Xtra ซึ่งดูแล้วแม้จะลานตาไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้ใช้ยากจนเกินไปนัก และทำให้ได้รู้ว่า พวกนักธุรกิจเขาขี้เกียจที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ หน้าจอที่ออกมาก็เลยออกมาโบราณๆ อย่างนี้ ทางบริษัทแม้อยากจะทำให้มันออกมาดูสวยงามและเป็น user-friendly มากกว่านี้ก็ไม่อาจจะทำได้
นอกจากนี้ ก็คือสร้างความเคยชินกับสรรพนามที่คุณชมัญพรใช้ครับ เธอชอบเรียกตัวเองว่า “เค้า” และเรียกคนที่คุยด้วยว่า “ตัวเอง” คุยกันตอนแรกรู้สึกงงเล็กน้อย ตอนนี้ก็ค่อยๆ ชิน (แซวเล่นนะแจ๋ ฮ่ะๆ)
นอกนั้นก็ไม่มีอะไรมากครับสำหรับสัปดาห์ที่สองนี้
ได้คอมพิวเตอร์มาทำงานแล้ว คราวนี้จะไม่อู้แล้วครับ ฮ่าๆ




IE6 หรือ Internet Explorer 6 ศัตรูตัวฉกาจของนักพัฒนาเว็บไซต์ทั้งหลาย ที่แม้แต่ผู้ที่ผลิตมันมากับมือเองยังพยายามกำจัดทิ้งอยู่ แต่ทว่า มันตายยากกว่าที่คิดจริงๆ
ตัวผม เคยทำโปรเจคท์ชิ้นหนึ่งให้กับบริษัท IT Element ซึ่งมีลูกค้าคือบรรดาโบรคเกอร์ และสถาบันการเงินต่างๆ ก็เจอปัญหานี้เช่นกัน
ทางผู้จ้าง ก็เข้าใจความรู้สึกของพวกผมนะ แต่เขาก็บอกต้องทำใจ เพราะมันสำคัญมากที่จะต้องแสดงผลบน IE6 ให้ถูกต้อง เหตุผลเพราะว่าลูกค้าเกือบทั้งหมดยังคงใช้ IE <= 6 แม้ว่าทางบริษัทเองจะเคยขอให้ลูกค้าอัพเกรดเป็น IE7 หรือใช้บราวเซอร์ยี่ห้ออื่นแล้ว แต่ทางลูกค้าแจ้งว่า cost จะสูงเอามากๆ เพราะจะทำให้ซอฟต์แวร์ตัวอื่น** ที่พวกเขาใช้อยู่ต้องอัพเกรดตาม
เมื่อวันก่อนเข้า Bootcamp กับทางบริษัท มีการสอนใช้ Product ชื่อดังตัวหนึ่งของบริษัท ผมพบว่า GUI ไม่เป็นมิตรสำหรับผู้ใช้เอาเสียเลย ตาลายมากๆ ทางวิทยากรก็บอกแหละครับว่าฝั่งทีมพัฒนาเองก็อยากจะเปลี่ยนให้มันสวยงามและเป็นมิตรกับผู้ใช้เองเหมือนกัน แต่ว่าทางลูกค้าเขาไม่ต้องการ ด้วยเหตุผลว่าไม่ต้องการเรียนรู้ใหม่
ตอนนี้จึงเข้าใจล่ะครับว่านักพัฒนากับนักธุรกิจเขามองต่างกัน ฝั่งหนึ่งอยากให้ทุกอย่างอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน อีกฝั่งหนึ่งเขาอยากจะโฟกัสไปที่ตัวเลขเงินๆ ทองๆ ที่ผันผวนสุดๆ มากกว่าที่จะมาใส่ใจเรื่องมาตรฐานที่ถือว่าเล็กน้อยสำหรับพวกเขา
และด้วยสาเหตุหนึ่งสาเหตุนี้ IE6 จึงมีชีวิตอยู่ต่อไป อาเมน
ปล. ใครพอมีสาเหตุอื่นอีกมั้ยครับ อยากรู้
** สงสัยว่า ซอฟต์แวร์ตัวอื่นที่เขาใช้อยู่ ไม่มีการพัฒนาต่อเป็นรุ่นๆ เหมือนซอฟต์แวร์ที่พวกเราใช้กันหรอกเหรอ ??




วันที่สองยังคงเป็น Bootcamp เดิม แต่เริ่มช้าหน่อย คือ 9.30 น. จนถึง 16.00 น. ผมจึงคิดว่าวันนี้น่าจะได้ลัลล้ากลับบ้านเร็ว
สถานที่ยังคงเป็นสถานที่เดียวกับ Bootcamp ในช่วงบ่ายของเมื่อวันก่อน
รอบเช้า การบรรยายหลักๆ จะเกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับพนักงานแต่ละคน กล่าวโดยสรุปคือ
การบรรยายภาคบ่าย เป็นการบรรยายของ Learning Team ภาระของทีมนี้ก็คือ ดูแลเรื่องการจัดสรรแหล่งเรียนรู้ด้วยตัวเอง จัดการอบรมให้แก่พนักงานในบริษัท รวมไปถึงจัดแบบทดสอบต่างๆ ให้แก่พนักงานในบริษัทด้วยครับ
การจัดสอบที่สำคัญๆ ก็คือ โปรแกรม TeckCheck เป็นโปรแกรมที่วัดทักษะทางด้านเทคโนโลยี เช่น C#, C++, Java, Unix อะไรเทือกนี้ โดยเปรียบเทียบกับคนทั่วโลกที่ใช้โปรแกรมนี้ทดสอบ พี่เขาบอกว่า ทางบริษัทซื้อ License มาแพงโข ใช้ให้คุ้มๆ แล้วกัน ส่วนผลการสอบ ส่งให้ให้ Manager เห็นก็จริง แต่ก็ไม่มีผลใดๆ ต่อตำแหน่งและงานของเราครับ
นอกจากนี้ ยังมีคลาสสอนภาษาอังกฤษด้วยครับ พนักงานคนใดสนใจที่จะ attend คลาสนี้ได้จะต้องผ่านการสอบ Placement Test เสียก่อน การสอบนี้จะแบ่งผู้สอบออกเป็น 2 กลุ่ม คือ Beginner, Intermediate และ Expert (แค่คุ้นๆ ถ้าผิดช่วยแย้งที) ผู้ที่มีสิทธิเรียนจะต้องทำคะแนนให้ตกอยู่ในกลุ่ม Intermediate เท่านั้นครับ ถ้าไปตกกลุ่มอื่นก็ให้ Self-learning กันเอง ใครที่เก่งมากๆ แต่อยากเรียนคลาสนี้ ก็แกล้งๆ กาหลบข้อผิดหน่อยแล้วกัน
สำหรับ Bootcamp หลักๆ ก็มีเพียงเท่านี้ครับ เสร็จสิ้นที่เวลา 16.15 น. สายมานิดหน่อย แต่ยังไม่ได้กลับบ้าน เขาบอกให้กลับไปที่โต๊ะทำงาน เซ็งเลย
เมื่อไปถึงที่โต๊ะปั๊บ พี่คนที่นั่งโต๊ะติดกันก็ใจดีพาผมไปแนะนำตัวกับพี่ๆ ในทีม ก็ “สวัสดีครับ” ไปหลายรอบอยู่ หลังจากนั้นก็ได้เอกสารมาชุดหนึ่งมาให้นั่งอ่านฆ่าเวลารอคอมพิวเตอร์ประจำตำแหน่งที่ไม่รู้ว่าจะมาช้าเร็วขนาดไหน อ่านไปเรื่อยๆ จนถึง 5 โมงครึ่ง เบื่อบ้างอะไรบ้าง ก็กลับบ้าน ส่วนพี่ๆ ในทีมส่วนใหญ่ยังไม่กลับ ขยันกันดีจริงแฮะ
วันนี้ไม่มีโปรแกรม Bootcamp ดังนั้นวันนี้เป็นวันที่จะได้อยู่กับทีมทั้งวันครับ ตัวผมมาถึงโต๊ะเวลา 8.30 น. พอดีกับเวลาเริ่มงานเป๊ะๆ ปรากฏว่าทั้งชั้นเงียบเหงามาก มีคนมาแล้วนับคนได้ ผมก็เลยเอาเอกสารที่ได้มาเมื่อวานไปนั่งอ่านเป็นเพื่อนแจ๋ครับ
สักประมาณ 9.30 น. ทีมผมเริ่มมากันเยอะแล้ว ทีมแจ๋ก็พอสมควรแล้วเช่นกัน ได้เวลากลับไปนั่งที่โต๊ะของตัวเอง อ้า Manager ของผมก็มาแล้ว ต้องทำตัวดีๆ หน่อย (ลืมบอกไปว่า ที่นี่ไม่มีการตอกบัตรเข้าออก ดังนั้นความประพฤติของเราจะอยู่ในสายตาของ Manager ครับ)
ขอบอกว่าการที่ต้องนั่งอ่าน Document ตลอดทั้งช่วงเช้า เป็นอะไรที่น่าเบื่อสุดๆ แล้ววันนั้นผมเองก็ไม่ได้หยิบหนังสืออื่นไปอ่านแก้เบื่อด้วยครับ ทีนี้ก็เลยต้องหาวิธีแก้เบื่อ นั่นคือ อ่านไปแล้วจดโน้ตสั้นๆ ตามไปด้วย มันก็แก้ได้ในระดับหนึ่งนะ แต่ทำไปนานๆ ก็ไม่ไหวอยู่ดี วิธีถัดไป ก็คือ เดินไปเดินมา เดินขึ้นเดินลงชั้นบนชั้นล่าง พอพักเที่ยงรู้สึกว่าแสกนบัตรไปเป็นสิบรอบได้มั้ง
พอเข้าสู่ช่วงบ่าย ยังคงวนอยู่ในลูปเดิมครับ ได้ยินว่าเพื่อนๆ ที่อยู่ชั้นอื่นได้คอมพิวเตอร์กันไปหมดแล้ว ส่วนชั้นเดียวกันนี้เด็กใหม่ด้วยกันอีกสองคนก็ได้ไปแล้วอีกเช่นกัน ดูท่าทางจะเหลือแค่ผมกับแจ๋สองคนเท่านั้นมั้งที่ยังไร้ซึ่งอาวุธประจำกาย มันเป็นอะไรที่สุดเซ็ง วันอังคารที่จะถึงนี้จะต้องทำแบบทดสอบ TeckCheck อยู่แล้ว แต่อุปกรณ์ที่จะใช้สอบกลับยังไม่มาเสียที
พอสักสี่โมงครึ่ง ความตื่นเต้น (จริงๆ ก็ไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไรหรอก แต่ตลอดทั้งวันที่ผ่านมามันยิ่งกว่าคำว่า “น่าเบื่อ”) ก็เริ่มเข้ามาเยือน เมื่อมีการจัดมีตติ้งให้กับผมซึ่งเป็นเด็กใหม่ และพี่อีกคนหนึ่งที่เป็นเด็กเก่าแต่เพิ่งย้ายทีมเข้ามาใหม่ มา brief คร่าวๆ เกี่ยวกับ Product ที่อยู่ในความรับผิดชอบของทีม รวมไปถึงโครงสร้างทีมงานที่ไม่ได้มีแต่ทีมงานในไทยเท่านั้น แต่ยังมีทีมงานจากนิวยอร์กและลอนดอนที่ร่วมพัฒนา Product เหล่านี้ด้วย
มีตติ้งคราวนี้ ส่วนที่ทำให้ผมรู้สึกมึนๆ ก็น่าจะเป็นพวกศัพท์ในแวดวง Business นี่แหละครับ เนื่องจากตัวเองไม่เคยมีความสนใจที่จะศึกษาในด้านนี้เลยแม้แต่น้อย แต่พี่เขาก็บอกว่าไม่เป็นไร สามารถเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ได้ ในเอกสารชุดที่ผมได้รับมาอ่านก็มีรายละเอียดเกี่ยวกับ Business ที่เราจำเป็นต้องรู้เพื่อให้เข้าใจในสิ่งที่เราต้องทำอยู่แล้ว เพียงแต่ผมยังอ่านไปไม่ถึง
ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ผมเองยังเก็บรายละเอียดได้ไม่ครบบ้าง ข้อมูลบางอย่างเป็นข้อมูลที่ไม่ควรเปิดเผยบ้าง ดังนั้นผมขอที่จะไม่กล่าวถึงเรื่องเหล่านั้นแล้วกัน
จบการมีตติ้งที่เวลา 17.30 น. ซึ่งเป็นเวลาเลิกงานพอดี ตามแผนการคือออกเดินทางไปงานบายเนียร์ที่ First Hotel แต่ทว่าติดปัญหาอยู่ที่ทางฝั่งทีม RTA ของพวกต้นติดอะไรบางอย่างอยู่ เข้าใจว่าอาจจะเป็นประชุมงานแน่ๆ ผม แจ๋ และแก๊น จึงต้องอยู่รออยู่ราวครึ่งชั่วโมงถึงจะได้ลงมาพบกันที่ชั้น 1 ของตึก เมื่อเจอต้นจึงได้รู้ว่าพวกเขารอโอ๊ตสมัครร้องเพลงอยู่ครับ ~~(ซะอย่างนั้นเลย)~~
สิ้นสุดสัปดาห์แรกของชีวิตมนุษย์เงินเดือน Level 1 แล้วครับ




มีคนแถวนี้ tweet ไว้ว่า เริ่มอยากดูบอลตอนอายุ 23 ทำอย่างไรดี มันทำให้ผมย้อนนึกไปถึงสมัยที่ตัวเองเริ่มดูฟุตบอลใหม่ๆ
เชื่อว่าหลายๆ คนที่ชอบดูฟุตบอลนั้น สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะว่าดูตามพ่อ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ดูตามพ่อเช่นกัน หลายครั้งที่รู้สึกแปลกใจว่ามันสนุกอะไรกันหนักหนา พ่อเราถึงได้ยอมนอนดึกได้ขนาดนี้
เมื่อได้ดูจริงๆ กลายเป็นว่าติดหนึบยิ่งกว่าพ่ออีกครับ และผลที่ตามมาก็คือ ผมเริ่มตื่นสายในวันเสาร์-อาทิตย์ เป็นสาเหตุให้ผมเลิกดูการ์ตูนไปก่อนวัยอันควร (ป.4)
แต่ผมก็ไม่เสียดายหรอก เพราะช่วงนั้นก็รู้สึกเฟลๆ กับการ์ตูนช่อง9 เรื่องดราก้อนบอลอยู่พอสมควร โดยปกติแล้วการ์ตูนเรื่องอื่นมันจะจบในตอน บางเรื่องก็ตอนละ 15 นาทีบ้าง บางเรื่องก็ตอนละ 30 นาทีบ้าง ไม่มีปล่อยให้อารมณ์ค้าง แต่ยกเว้นดราก้อนบอลที่ได้ดูแค่วันละครึ่งชั่วโมงแล้วจบ ต้องรออีกเป็นอาทิตย์เพื่อที่จะได้ดูตอนต่อๆ ไป เลวร้ายยิ่งกว่าละครที่แม้จะน้ำเน่า แต่ก็ดูแล้วได้เนื้อได้น้ำมากกว่า (ทุกวันนี้ตามหาซื้อหนังสือการ์ตูนเรื่องดราก้อนบอลแบบยกชุดอยู่ ถ้าใครมีก็ขอยืมหน่อยนะครับ)
กลับเข้าเรื่องกันต่อ ฟุตบอลนัดแรกที่ผมดู คือฟุตบอลชายนัดชิงชนะเลิศในศึกซีเกมส์ครั้งที่ 18 ที่เชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ ระหว่างไทยกับเวียดนาม นัดนั้นไทยชนะ 3-0
หลังจบซีเกมส์ ผมก็เริ่มดูฟุตบอลลีก ลีกแรกที่เริ่มดูไม่ใช่พรีเมียร์ลีกอังกฤษ กัลโชซีรีส์เอของอิตาลี หรือลาลีกาสเปน แต่เป็นจอห์นนี วอล์คเกอร์ ไทยแลนด์ ลีก ของไทยเราเองนี่แหละ ยังไม่เริ่มออกไปแรดข้างนอก
การดูบอลให้สนุกมันต้องเลือกทีมเชียร์ ในตอนนั้นผมเลือกเชียร์ทีม ธ.กสิกรไทย เนื่องจากเป็นสังกัดของ “อัลเฟรด” เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์ ผมเฝ้าดูทุกอาทิตย์ที่มีการถ่ายทอดสดทางช่อง 7 ครับ
หลังจากดูไปสักพัก ผมเริ่มที่จะหนีไปดูบอลนอกบ้างแล้ว เนื่องจากว่าบอลลีกไทยในขณะนั้นจัดการแข่งขันอย่างมั่วๆ ชนิดที่ยากจะรับได้ ยิ่งสื่อหนังสือพิมพ์ไทยไม่ค่อยสนใจจะเสนอข่าวเกี่ยวกับฟุตบอลไทยเท่าใดนัก ในแต่ละอาทิตย์จะสังเกตได้ว่าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับพาดหัวข่าวบอลต่างประเทศใหญ่กว่าบอลไทยเสมอๆ (ยกเว้นว่าข่าวบอลไทยนั้นๆ มีการเอาการเมืองมาเกี่ยวข้อง)
บอลนอกลีกแรกที่เริ่มดู คือ กัลโชซีรีส์เอ ของอิตาลี ดูผ่านทางไฮไลต์ทางช่อง9 แต่หลังจากนั้นผมก็ได้ดูฟุตบอลเอฟเอคัพ นัดชิงชนะเลิศ และเป็นศึกแดงเดือด ระหว่างลิเวอร์พูลกับแมนยูไนเต็ด
ในตอนนั้นผมยังไม่รู้ถึงดีกรีความร้อนแรงของคู่นี้หรอก รู้แต่ว่าเห็นลูกถอยหลังยิงของนักเตะคนหนึ่งที่ชอบตั้งคอเสื้อขึ้น เขาคือ “ก็องโต้” เอริก คันโตนา ผมก็เริ่มเชียร์แมนยูไนเต็ด ตั้งแต่บัดนั้น จนกระทั่งปัจจุบันก็ 12 ปีเข้าให้แล้ว สรุปคือผมเชียร์ทีมปีศาจแดงก็เพราะคันโตนาเพียงคนเดียวครับ
เท่าที่สังเกตวิธีการเลือกทีมเชียร์ (ที่เป็นทีมจากต่างประเทศ) ของแต่ละคนแล้ว พบว่า คนส่วนใหญ่จะเชียร์ทีมที่ทำผลงานดีในขณะนั้นๆ แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่เลือกเชียร์เพราะความสงสาร อย่างแดงเดือดนัดที่ผมเพิ่งอ้างถึงนี่แหละ มีเพื่อนผมคนหนึ่งเลือกเชียร์ลิเวอร์พูล เพราะสงสารที่ต้องแพ้ต่อคู่ปรับตัวเอ้ในนัดสำคัญเช่นนี้
ในกรณีที่คุณเลือกที่จะเชียร์ทีมจากอังกฤษ สิ่งที่หนีไม่พ้นเลยก็คือ การถูกถางถางจากแฟนบอลทีมอื่นเมื่อทีมคุณแพ้ เนื่องจากบนแผ่นดินไทยนี้ คนนิยมดูบอลอังกฤษเยอะมาก (และมากกว่าดูบอลไทยเราเอง) การดูบอลมันแทบจะไม่ต่างอะไรกับพวกเด็กช่างกล (ต่างที่อาวุธ ช่างกลใช้ปืน ไม้ ส่วนแฟนบอลใช้ปาก) บางทีคุณอยู่ของคุณเองดีๆ ก็อาจโดนเล่นงานได้ เพราะแฟนบอลทีมเดียวกับคุณมันก่อวีรกรรมไว้นั่นเอง
คำแนะนำสุดท้ายของผู้ที่คิดจะเริ่มดูบอล ให้เริ่มเชียร์ทีมชาติของตัวเอง เพราะเลือดมันข้นกว่าสิ่งใด ดังนั้นเวลาทีมชาติลงแข่ง มันเหมือนบีบบังคับคุณให้เชียร์ทีมชาติของตัวเองอยู่แล้วล่ะ
ปล. สำหรับผู้ที่เริ่มจะติดตามการเมือง ขอแนะนำไปในทางตรงกันข้ามว่า อย่าเลือกข้างครับ




หัวข้อ ขโมยเพื่อนแก๊นมาใช้ครับ ฮ่ะๆ
เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา เป็นวันเริ่มทำงานวันแรกในชีวิต บริษัทที่ให้โอกาสนี้ก็คือ Thomson Reuters ซึ่งหลังจากนี้ผมจะขอเรียกว่า RSTL ซึ่งย่อมาจาก Reuters Software (Thailand) Limited
เดินเข้าตึกอื้อจือเหลียง ขึ้นลิฟต์ไปถึงชั้น 36 แล้วรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยครับที่เห็นเป้นั่งอยู่ เพราะแทบจะไม่ได้ยินข่าวเลยว่าเป้ได้งานที่เดียวกัน
สรุปแล้ว เพื่อนๆ จาก CP32 ที่มาได้ทำงานที่นี่ ก็มี ผม แก๊น ต้น แจ๋ โอ๊ต เป้ ท็อป และเบิร์ดเด็กครับ คนสุดท้ายนี่รู้มาจากปากของ Manager ของผมเองเลย
แก๊น เป็นคนเดียวที่ได้ตำแหน่งแปลกไปจากเพื่อนๆ นั่นคือ Support Consultant ของทีม RTC นอกนั้นก็เป็น Developer กันหมด ไล่ตั้งแต่ ต้น โอ๊ต และเป้ ที่จะได้ไปตีรันฟันแทงกับ C++ ในทีม RTA (โอ๊ตน่าจะหนักสุด เพราะออกปากว่าไม่เคยเขียน C++ เลย) แจ๋ที่ไปโชว์เดี่ยวในทีม 3000Xtra ผมอยู่ในทีม Views โดยรอเบิร์ดเด็กที่จะมาแท็กทีมภายหลังในวันที่ 14 เม.ย. ส่วนท็อปเริ่มงานเดือนพฤษภาคม โดยที่ผมเองไม่มีข้อมูลเช่นกันว่าไปอยู่ตำแหน่งอะไรกับทีมไหน
ระหว่างนั่งรอโดนพี่ๆ เรียกไป Orientation ก็เจอเรื่องที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าเจอเป้ เมื่อคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาสบทบ เป็นชาย 4 หญิง 1 หญิงเดียวคนนั้นซึ่งชื่อ “ทราย” เคยเป็น Classmate ของผมที่ AUA ครับ นั่นทำให้ผมรู้ทันทีว่ากลุ่มนั้นมาจากลาดกระบังแน่นอน สอบถามแล้ว เกือบทั้งหมดทำตำแหน่ง QA ในทีมเดียวกับต้น โอ๊ต และเป้
เป็นที่ทราบกันดีว่า QA กับ Dev มีแนวทางการทำงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง (Dev – บั๊กต้องน้อยที่สุด, QA – บั๊กต้องมากที่สุด) ดังนั้นพอจะเดาได้ว่า QA กับ Dev กลุ่มนี้จะได้เผชิญหน้ากันอีกในไม่ช้า ฮ่าๆ
เมื่อได้เวลา พวกเราก็ลงไปที่ชั้น 31 เป็นการเริ่มต้นการ Orientation หรือเรียกกันอีกอย่างว่า Bootcamp ก็มีการเซ็นชื่อและรับใบตารางโปรแกรม Bootcamp จากตารางพบว่า เดือนเมษาทั้งเดือนนี้ ในแต่ละสัปดาห์ พนักงานใหม่อย่างพวกเราจะมีการเข้าโปรแกรม Bootcamp อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน ก็พอเข้าใจได้ครับว่าบริษัทนี้ใหญ่มาก แผนกต่างๆ กฎระเบียบต่างๆ ค่อนข้างจะซับซ้อน จึงจำเป็นต้องมีการ Orientation กันยาวสักหน่อย
คนแรกที่เจอคือคุณรอน เดล (Ron Dale) เป็นคนที่ใหญ่ที่สุดใน RSTL ครับ คุณรอนพูดภาษาอังกฤษได้ชัดมากๆ สำหรับคนที่ Listening Skill อ่อนมากอย่างผม แสดงว่าอยู่มาหลายปีแล้ว (คุ้นๆ ว่าคุณรอนบอกว่ามาอยู่เมืองไทยตั้งแต่ปี 2002) ประเด็นที่คุณรอนพูดเป็นเรื่องทั่วไปเช่นว่าบริษัทนี้ทำงานเกี่ยวกับอะไร แบ่งออกเป็นกี่ส่วน แต่ละส่วนอยู่ที่ประเทศไหนกันบ้าง ที่อยู่ในประเทศไทยอยู่ในส่วนใด บลาๆๆ
จากนั้นก็เป็นการบรรยายของพี่ๆ HR เกี่ยวกับงานต่างๆ ที่พวกเราจะต้องติดต่อกับแผนกของพี่ๆ เขา รวมไปถึง Benefit ต่างๆ พนักงานที่นี่จะได้รับ ซึ่งก่อนหน้านี้ผมก็ได้ฟังพวก Benefit เหล่านี้มาประมาณ 2 รอบได้แล้ว แต่ไม่ยักจะจำได้เสียที เพราะมีเยอะจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องค่ารักษาพยาบาล เชื่อว่าหลังจากนี้ถ้าไม่มีอะไรร้ายแรง ผมไม่จำเป็นต้องเสียค่ารักษาพยาบาลอีกแล้วก็เป็นได้
ก่อนเสร็จสิ้น Bootcamp ภาคเช้า มีการแจก Access Card และ Health Care Card สำหรับเบิกค่ารักษาพยาบาล สำหรับบัตร Access Card นี้มีความพิเศษนอกจากสามารถเดินไปไหนมาไหนได้ในบริษัทแล้ว (ภายในบริษัท มีการรักษาความปลอดภัยแน่นหนามาก ทุกๆ ประตูจะต้องมีการแสกนบัตรจึงจะเข้าออกได้ และทั้งบริษัทก็มีประตูเหล่านี้อยู่ไม่ต่ำกว่าห้าสิบประตู) ยังกดน้ำกระป๋อง/ขวด เช่น โค้ก แฟนต้า ลิปตัน ดัชมิลล์ ได้ในราคาที่ถูกกว่าข้างนอก คือกระป๋อง/ขวดละ 10 บาท (เมื่อก่อน 5 บาท)
ภาคบ่าย พวกเราฟังการบรรยายอยู่ที่ชั้น 35 ตลอดบ่ายครับ หัวข้อการบรรยายมีหลากหลายมาก เช่น
สุดท้ายของ Bootcamp ในวันแรก ปิดท้ายโดยการพาทัวร์บริษัท หลักๆ ก็คือพาไปดูโต๊ะที่ทำงานของตัวเอง เริ่มจากชั้น 32 ซึ่งก็เป็นชั้นที่ผมกับแจ๋อยู่ครับ ส่วนต้น โอ๊ต เป้ และอีกหลายคนจากทีม RTA ไปอยู่ชั้น 23 กัน ส่วนแก๊น ผมไม่แน่ใจว่าอยู่ชั้น 29 หรือ 30 กันแน่
สรุป Bootcamp ประจำวันนี้ สิ่งที่ควรรู้โดยหลักๆ ก็คือ
หลังจากการทัวร์ ก็เสร็จสิ้น Bootcamp ประจำวันแรก แยกย้ายกันกลับบ้าน และเตรียมตัวสำหรับ Bootcamp ในวันถัดไป ซึ่งจะมาเล่าต่อไปบล็อกหน้าครับ


More Options ...
Categories
Tag Cloud
Blog RSS
Comments RSS


Void « Default
Life
Earth
Wind
Water
Fire
Light 